ขออภัยที่หายไป คงเป็นเหตุผลเดิม ผมไม่มีเวลาเลยครับ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานปีที่แล้ว ปัจจุบันผมเป็นผู้ช่วยพยาบาลมา ๗ เดือน ๒๕ วันเต็ม ยังคงอาจจะเป็นพยาบาลฝึกหัดอยู่ ประสบการณ์ไม่มากไม่มายอะไร แต่ก็พยายามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มีพลาด มีพลั้งบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมหมั่นตรวจสอบตัวเอง ก็คือ เรื่องของการควบคุมอารมณ์ครับ เพราะเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นคนจัดการเรื่องของความรู้สึกโกรธ เกลียด รัก หลง ไม่ดี ยากมากที่จะดูแลคนเฒ่าคนแก่ที่แสนจะเปราะบางทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ จึงต้องระวังไม่ให้หลุด หรือเกิดอาการตบะแตกขึ้นมาระหว่างการทำงาน สำหรับผมเอง ท่องไว้เสมอ "อดทนไว้"
 
ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีอะไรชวนมองชวนพิศ ทั้งคืนมีแต่ความมืดเงียบ (และบางครั้งก็หลอนเอาเรื่อง) เพื่อนร่วมงานหยิบมือหนึ่ง หัวหน้า แล้วก็ยามที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่พอจะมองเห็นและพูดคุยด้วยได้ แต่ก็ใช่ว่าจะคุยได้ทุกเรื่อง เพราะเราเป็นเพียงคนร่วมงาน บางครั้งไม่ได้สนิทสนมกันขนาดเปิดอกคุย ผมก็ระวังตัวอยู่เหมือนกัน ผมว่าถ้าเราไม่อดทน ไม่ควบคุมอารมณ์ หรือปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย เราคงมีปัญหาในการทำงานกลางคืนอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว แต่ผมก็ยังพอมองเห็น "ข้อดี" ในการทำงานแบบนี้นะ
 
๑. เหมือนจะไม่เคยแก่ในโลกของคนแก่
 
ก็แหงล่ะ ลูกค้าผมเอ๊ยคุณตาคุณยายในสถานพักฟื้น อายุอานามเหยียบร้อยกันทั้งนั้น พอเราเข้าไป ก็ดูเด็กไปในบัดดล ต่อให้คุณอายุ ๔๐ ยังไงมันก็ดูเด็กกว่าอยู่ดี ดังนั้น มันก็พอทำให้เราลืม ๆ เรื่องตัวเลขที่บั่นทอนสภาพจิตใจไปบ้าง โดยเฉพาะพยาบาลทึนทึกที่ไม่ค่อยสบอารมณ์กับเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน คุณตาหรือคุณยายจะพูดคุยกับเราเหมือนลูกหลาน มีบางคนเท่านั้น ซึ่งมีไม่มาก อาจจะเจ้ายศเจ้าอย่าง ปฏิบัติตัวค่อนข้างห่างเหินและเหยียด ๆ แต่ผมไม่ถือเอาเป็นอารมณ์ครับ พอเอาเท้าเหยียบที่ทำงาน ผมก็ดูเด็กลงโดยอัตโนมัติ
 
๒. เป็นคนอดทนมากขึ้น
 
ผมต้องยอมรับว่า พื้นฐานเดิมของตัวกระผมนั้น ออกแนวเอาแต่ใจ ตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ไม่ยอมคน ท้าตีท้าต่อยก็เคยมาแล้ว แต่พอได้มาทำงานให้กับคุณตาคุณยาย รวมทั้งพยายามปรับทัศนคติของตัวเองให้เป็นกลางมากขึ้น ผมรู้ตัวดี ผมอาจจะไม่มีข้อดีข้อเด่นอะไรในชีวิตมากนัก แต่ผมเชื่อเสมอ ผมเป็นคนมีความอดทน ต่อให้คุณตาคุณยายกดกริ่งเรียกถี่ยิบแบบไม่มีเหตุผล ทำงานแบบไม่มีพักเบรค หรือโดนชก โดนต่อย โดนอะไรต่อมิอะไรที่ไม่สมควร ผมก็ไม่เคยปริปากบ่น คิดเสียว่า มันเกิดขึ้นได้ เดี๋ยวก็ผ่านไป เหนื่อยนักพักหน่อยก็หาย เป็นแผลหรือเจ็บตัว ทายาหม่องหน่อยก็หายฟกหายช้ำ แค่นี้เอง ความอดทนอดกลั้นของผมนี่แหละ ที่ทำให้ทำงานได้อย่างมีความสุข
 
๓. ไม่ประมาท
 
สิ่งที่ผมเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน คือ ความแก่เฒ่า เจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ พยาบาลตีกัน อิจฉาริษยามารศรี และความตาย มันเป็นความหม่นหมองของชีวิต เป็นด้านมืดที่เราไม่อยากข้องแวะ แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่า มันทำให้ตัวคนทำงานอย่างผมไม่ปล่อยปละวันเวลาให้เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ เรายังหนุ่มยังสาว ทุกอย่างมันดูเหมือนจะมาไม่ถึงตัวเรา แต่ถ้าเราไม่ประมาท หมั่นดูแลตัวเองยามที่ร่างกายยังไม่ทรุดโทรมจนเกินไป ยามที่สังขารร่วงโรย อย่างน้อยก็ไม่ทรมานมากนัก เพราะสิ่งที่ผมเห็นความเจ็บป่วยจากคนเฒ่าคนแก่ที่ใช้ชีวิตอย่างโชกโชน เมื่อเวลาของมันมาถึง มันทรมาน เจ็บปวดครับ โดยเฉพาะคนที่กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่เคยดูแลตัวเอง เวลาแก่เฒ่า ไม่มีใครช่วยได้ แม้แต่หมอ อย่างดีก็แค่บรรเทาความทรมานไปตามอาการเท่านั้น
 
๔. ได้ความรู้เรื่องยาเรื่องหมอ
 
แน่นอนผมยังไม่ได้เป็น พยาบาลเต็มตัว แต่ก็มีแผนที่เรียนต่อปีหน้าครับ การทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ตั้งแต่ศัพท์เทคนิคการแพทย์ ทั้งวันพูดคุยกับหมอกับพยาบาลเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา ทั้งเดือน ผมไม่เคยพูดภาษาไทยเลย เพราะเพื่อนร้อยละ ๙๙ เป็นคนต่างชาติครับ แถมเวลาผมไปที่ไหน ไม่เคยมีใครคิดว่าผมเป็นคนไทย ขนาดบอกว่าเป็นคนไทยแล้ว ยังชมอีกว่า พูดไทยเก่งจัง อืม...กรูคนไทยร้อยปูเซ็ง ไม่ได้มีอะไรปนเลยให้ตายซิ เอาเถอะ ไม่ได้คิดจะดัดจริต การทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหยูกยา หมอ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ นักบำบัด นักกายภาพ รวมทั้งคนจากหน่วยงานรัฐบาล เป็นโอกาสอันดีครับ ที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดก่อนผมจะเข้าเรียนพยาบาลจริง ๆ ในปีหน้า
 
 
ทั้งหมด ช่วยให้ผมรู้ว่า การมองโลกในแง่บวก หาสิ่งดีจากสิ่งที่เราทำอยู่ มันทำให้เรามีความสุขครับ ไม่ใช่ทำงานไปวัน ๆ
 
 
หมายเหตุ
 
  • ปัจจุบัน ผมเลื่อนตำแหน่งจาก AIN มาเป็น Link Nurse in Continence Management ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอะไร นอกจากได้เพิ่มค่าแรงนิดหน่อย งานรับผิดชอบก็ดูแลเรื่องการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สต๊อก และช่วยประเมินความเหมาะสมในการใช้ผ้าอ้อม การขับถ่ายของผู้ป่วย 
  • คุณยายแบรี่ คุณตาวอลลี่ คุณยายซิลเวีย คุณยายคิมเบอรี่ เสียชีวิตไล่เลี่ยกัน ในหนึ่งเดือน เล่นเอาผมนอยมาก แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร คิดว่า ทุกคนได้พ้นจากความทรมานแล้ว

เจ๊คิมโดนดีแล้ว

posted on 20 Jun 2012 09:04 by thaiain in Journal directory Lifestyle, Diary
ตายหองแล้ว กระผมหายเศียรหายบอดี้ไปนานเหมือนกันนะครับ คือ ไม่มีคำแก้ตัวอะไร นอกจากผมทำงานค่อนข้างเยอะ โดนโทรตามผมแทบไม่เคยพลาด เรียกได้ว่า โทรจิกเมื่อใด ผมก็พร้อมที่จะหอบสาระร่างไปทำงานได้แทบจะในบัดดล ไม่มีผิดหวัง แต่ผลก็คือ โคตรเหนื่อยเลยครับ แต่พอเห็นเม็ดเงิน เห็นจำนวนเงินเก็บแล้ว ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย หรือล้าอีกเลย อาจจะนอยบ้างก็ตรงที่ภาษีแต่ละวีคมันเล่นเอาผมหมดกำลังใจไปเหมือนกัน เยอะนะนั่น แต่เอาวะ ไว้ตอนทำเรื่องคืนภาษี คงได้กลับมาบ้างล่ะ อย่างน้อยก็พอค่าเรือบินเที่ยวทั่วออสเตรเลียอย่างที่ตั้งใจไว้ ผมคิดถึงกล้องน่ะครับ อยากถ่ายรูป อยากไปไหนไกล ๆ จากที่ทำงานบ้าง เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เดินไปทำงาน ออกไปกินข้าว กลับมานอนบ้าน วนเวียนแบบนี้แทบทุกวัน ไม่เคยเปลี่ยนเลยมา ๗ เดือนแล้ว
 
แต่ไม่รู้สึกเบื่องานนะ ภูมิใจที่ได้ทำงานนี้ หลายครั้งที่เห็นรอยยิ้มของคุณตาคุณยาย หรือได้รู้จักกับคุณตาคุณยายที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ อาจจะไม่ได้สนิทอะไรมาก แค่ได้ทำ "เต็มที่" กับสิ่งที่ผมทำอยู่ ผมเป็นพยาบาลกะกลางคืน โอกาสที่จะนั่งคุย นั่งเม้า มันน้อยมาก ยกเว้นคุณตาคุณยายที่พิเศษกว่าคนอื่น คือ ตื่นผิดเวล่ำเวลากว่าชาวบ้าน ก็อาจจะได้มีเวลา ต่อกันติดกับพยาบาลกะกลางคืนอย่างพวกผมบ้าง โดยรวมยากครับ ผมมีเวลาเฉลี่ยต่อคน คืนละ ๑๐ นาทีเท่านั้น เทียบกับจำนวนคุณตาคุณยายที่ผมดูแลอยู่ ๘๐ คนต่อคืน บางคนผมแทบไม่เคยเจอ เพราะไม่เคยตื่น ไม่เคยกดกริ่งเรียก 
 
ที่ผ่านมา ผมดันเกิดกรณีพิพาทเล็กน้อย กับ เจ๊คิมเบอรี่ (รายละเอียด สามารถล้วงลับตับปลิ้นได้ที่เอนทรี่นี้ คลิก) คือเจ็ดเดือนที่ผ่านมา เจ๊แกไม่ดีขึ้นแล้ว นอกจากจะอ้วนขึ้นแล้ว สันดานก็ยังรุนแรงมากกว่าเดิม เรียกได้ว่า นิสัยการเอารัดเอาเปรียบของเจ๊แกทวีความรุนแรงจนต่อความอดทนของผมมันบางลง หนำซ้ำไม่เคยสำนึก ไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองกำลังทำให้ทีมของเราซึ่งมีอยู่น้อยคนอยู่แล้ว สั่นคลอน ผมเองไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ล่าสุด เจ๊แกปล่อยให้ผมทำงานอยู่คนเดียววิ่งรอกหางจุกตูด โดยที่นังหมูนี่ นั่งจิบกาแฟ โดยไม่รู้สึกรู้สม ขนาดเพื่อนร่วมงานพูดจิก ก็ไม่สะทกสะท้าน ผมเองไม่อยากโทรจิก โตกันหมาเลียก้นไม่ถึงกันแล้ว หน้าที่ ความรับผิดชอบน่าจะดูกันออก เหอ เหอ ผมคิดผิดครับ เจ๊ไม่สำนึก ขี้เกียจตัวเป็นขน แทบยังนิสัยทรามไม่เลิก 
 
ล่าสุด นอกจากจะปล่อยให้ผมทำงานคนเดียว เจ๊แกยังลามไปถึงการทำตัวเป็นบอส ล้ำเส้น Supervisor Nurse อีก คือ เจ๊แกมักจะแสดงตนว่า รู้อะไรมากมายในงานพยาบาล ซึ่งไม่ใช่ พวกเราเป็นแค่ผู้ช่วยพยาบาล ในเรื่องของหยูกยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการวินิจฉัยโรค ย้ำ ไม่ใช่เรื่องของเราครับ เราไม่สามารถไป "สั่ง" เจ้านายของเราได้ ไม่ได้รับการฝึกฝนมา เจ๊อ้วนนั่นรู้เรื่องโน้น เรื่องนี้แค่ผิวเผิน แต่ทำตัวเป็นเอตทัคคะ ผมเองก็เบื่อ ไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ แต่เจ๊แกพูดกรอกหูแทบทุกวัน ประมาณ
 
"แม่ฉันเป็นพยาบาล ฉันรู้เรื่องยามาตั้งแต่จำความได้ ทำมาหมดละ เรื่องแค่นี้ ขี้ประติ๋ว"
 
"โอ๊ย ฉันน่ะ พยาบาลดีเด่นนะ ฉันเจ๋งค่ะเธอ ไม่มีใครบอก ฉันก็ทำมาได้นานละ"
 
ในที่สุด เจ๊แกไม่ได้ออกลายขี้เกียจตัวเป็นขนกับผมเท่านั้น เวลาทำงานชอบเจ้ากี้เจ้าการ สั่งให้คนโน้นไปทำงานชั้นโน้น ตัวเองทำงานชั้นนี้ เธอต้องทำงานกับฉันนะ ไอ้เราก็คิด เมิงเป็นใครครับมาสั่งกรู ก็เท่ากันนั่นแหล่ะ เอาเวลาพูดถึงลูกผัว กับรถคันใหม่ มาทำงานดีกว่าไหม ก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่ เจ๊แกเลือกตัวเองขึ้นไปทำงานบนชั้นสามซึ่งเป็น Low Care งานแทบไม่มีอะไรเลย มีเวลาแอบหลับได้สบายตูดแก ปกติเราจะสลับวันกัน เพราะชั้นสอง เป็น High Care งานแทบไม่มีเหมือนกัน คือไม่มีเวลาได้นั่งกันเลยทีเทียว ไอ้ผมทำงานติดกันมา ๑๑ คืนบนชั้นสอง ในขณะที่เจ๊แก ยังไม่ทำเริ่มงาน ก็บ่นเหมือนเดิม ไดอะล็อกไม่เคยเปลี่ยน
 
"เหนื่อยอ่ะ ไม่ได้นอนมาทั้งวัน ปวดหัว เนี่ยฉันว่าจะขึ้นไปทำงานบนชั้นสามนะ (เมิงทำงานบนนี้มาสามคืนติดกันแล้วว้อย)"
 
ไม่เคยถามว่า ผมเหนื่อยไหม จะว่าอะไรไหมถ้าขึ้นกะดึก ไม่มีไม่เคยถาม ปกติผมจะขึ้นไปทำงานชั้นสาม ก็เฉพาะวันศุกร์ แต่ไม่ได้ขึ้นไปประจำกะดึก เพราะมันสบาย แต่ผมมีหน้าที่หลักที่ทำเป็นประจำ คือเช็คตรวจสอบยาที่มาจากร้านขายยา จัดชุดยาใส่กล่องของคุณตาคุณยายแต่ละกล่อง ซึ่งผมต้องทำทุกชั้น ทั้งสามชั้น โชคดีที่หัวหน้าพยาบาลกะดึกจะช่วยทำบนชั้นสี่ ผมทำที่เหลือ อีอ้วนนั่นไม่เคยช่วยครับ เอกสารก็ไม่เคยแตะ ดีแต่ชอบเอาหน้า ทำเป็นยุ่ง เวลาที่ต้องส่งตัวคุณตาคุณยายไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน นั่นแหละ เจ๊แกถึงจะสะบัดก้นมาทำงาน ซึ่งก็ไม่ใช่งานของเจ๊แกอีก ล้ำเส้นพยาบาลตามระเบียบ ผมก็ทนไม่ไหวมากขึ้นทุกวัน 
 
ที่ร้ายไปกว่านั้น เจ๊แกเหวี่ยงใส่คุณยายบางคนหนักข้อขึ้น ล่าสุด คุณยายเอ็ดน่า เพิ่งกลับจากโรงพยาบาล อาการไม่ดีเท่าไร ดังนั้น ทั้งคืนคุณยายก็จะกดกริ่งเรียกเราแทบจะตลอดเวลา ผมโดนนังอ้วนนั่นกันไม่ให้ไปรับหน้าคุณยายเอ็ดน่า บอกผมว่า คุณยายไม่ชอบให้บุรุษพยาบาลเข้าไปดูแลแก ผมก็งง เฮ้ย เป็นไปได้ไง ปกติเวลานังอ้วนสันหลังยาวนั่นไม่ได้ประจำกะ ผมอยู่กับคนอื่น ก็ไม่เห็นมีปัญหา อดรนทนไม่ไหว แอบไปถามคุณยายเอ็ดน่า คุณยายบอกว่าไม่เคยพูด ใครจะดูแลฉัน ฉันไม่ว่า ขอให้มา เออ โอล่ะพ่อล่ะงานนี้ งานนี้มันต้องถอนครับ 
 
ระหว่างคืน เจ๊คิมเบอรี่ ซึ่งเอาเวลาส่วนใหญ่ในการดูแลคุณตาคุณยายไปอ่านนิยายประโลมโลกย์ และนอนตูดชี้ เวลาคุณยายเอ็ดน่ากดกริ่งเรียก ก็ทำหน้าเหมือนโดนหมอสวนทวารยามเป็นริดสีดวง แล้วก็เดินหน้าเหวี่ยงไปหาคุณยาย อันที่จริง เราในฐานะพยาบาลที่ต้องทำงานกับคนชรา โดยเฉพาะคุณตาหรือคุณยายที่อยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต บางคนจะเกิดความกลัว อย่างคุณยายเอ็ดน่า ซึ่งหมอไม่สามารถช่วยอะไรได้ อาการก็ขึ้นลงเหวี่ยงแบบน่ากลัว ไม่รวมความเอาแต่ใจของคุณยาย ที่ใครต่อใครก็ส่ายหน้า แต่ถ้าเราเอาใจเขาไปใส่ใจคุณยาย เราจะพบว่า สาเหตุที่คุณยายต้องการให้พยาบาลไปอยู่ใกล้ ๆ ก็เพราะคุณยายกลัว กลัวที่จะตายหรือหมดลมหายใจโดยไม่มีใครรู้เรื่อง แต่นังนี่ นังคิมอ้วนเนี่ย กลับคิดว่า คุณยายเรื่่องมาก เหวี่ยงใส่ อ๊ะ เล่นกับใครไม่เล่น ก็เล่นกับคุณยายเอ็ดน่า คุณยายยอมที่ไหน ก็แว้ดใส่ซิครับ
 
นังคิมก็เถียงฉอด ๆ ว่า ฉันมาทำงาน เขาจ้างฉันมา ไม่ได้ให้ใครมาตะโกนใส่ เรียกได้ว่า บรรยากาศมาคุเป็นที่สุด ผมเองโดนกันท่า ไม่ให้เข้าไปใกล้คุณยายตั้งแต่แรก ก็ทำอะไรไม่ได้ กัดฟันกรอด ๆ คิดว่า ถ้ามันแว้ดใส่ เหวี่ยงใส่คุณยายอีก พ่อจะเตะถวายเจ้ามันคืนนั้นเลย ทั้งคืน ผมนั่งนับเวลา อยากกลับบ้าน คือนอกจากจะต้องอดทนกับสันดานเสื่อม ๆ ของนังคิมนี่ทั้งคืนแล้ว ผมต้องวิ่งทำงานวุ่นอยู่เพียงลำพัง โดยไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ จากนังรกโลกนี่ นอกจากจะโผล่หน้ามา ตอนผมทำงานเสร็จแล้ว ถามว่า เป็นไงไหม มีอะไรให้ชวยหรือเปล่า ผมก็มองหน้า ประมาณ อืม มาได้เหมาะเจาะนะ เสร็จแล้วถึงได้ย้ายก้นมา เอาอะไรคิดอ่ะ ก็ได้แต่ส่ายหัว ผมพยายามเลี่ยงไปนั่งห่าง ๆ มันก็ยังเดินตามมารังควาน ถามว่าเป็นอะไร ทำไมไม่พูด ผมก็ตบะแตก ไม่ไหวแล้วว้อย เดินเลี่ยงไปจัดเอกสาร นั่นแหล่ะ มันถึงได้ไม่เข้ามาหลอนผมอีก เพราะเจ๊แกไม่ชอบทำงานเอกสาร
 
รุ่งเช้า คุณน้าพยาบาลสองคนที่เอ็นดูผม ถามผมว่า เมื่อคืนเป็นไงบ้าง ผมก็บอกว่า ป้าครับ ไม่ไหวแล้วนะ ถ้าให้ผมทำงานกับนังอ้วนนั่นอีกคืน เอาผมไปข่มขืน ปาดคอในดงกล้วยดีกว่านะ ป้าสองคนมองหน้า แล้วก็บอกผมต่อว่า ป้าบอกเธอแล้วใช่ไหมว่า เด็กคนนี้น่ะคบไม่ได้ ตลอดเจ็ดเดือนที่ผ่านมา ป้าเห็น ป้ารู้ แต่ป้าไม่อยากพูด (อ้าว) เธอโดนเอารัดเอาเปรียบมาตลอด บางคืนป้าเห็นเธอวิ่งขึ้นลงตึก ทำงานหัวไม่วางหางเว้น ในขณะที่คิมเขาไม่ได้สนใจกริ่งเรียกพยาบาล นั่งจิบกาแฟเป็นทองไม่รู้ร้อน บางทีป้าก็พูดแดกดัน มันก็ไม่สำนึก ป้าว่าคงถึงเวลาแล้วมั้งที่คงต้องทำอะไรสักอย่าง
 
แล้วฟ้าก็เป็นใจครับ คนแบบนี้ก็เจอผลกรรม ขณะที่ผมนอนหลับสบายหลังเลิกงาน ก็ได้รับโทรศัพท์ลึกลับจากหัวหน้าพยาบาลสาขาใหญ่ โดยเนื่อหาโดยรวม ประมาณว่า
 
"คิมเบอรี่ เจมส์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลกะดึกนั้น ทางเราได้มีเบาะแสมาว่า ทำตัวไม่เหมาะสมในการดูแลคนชรา มีคนร้องเรียนว่า ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ รวมทั้งมีปัญหาในการทำงานร่วมกับคนอื่น ทางเราอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ"
 
ผมก็อึ้ง ใครวะบังอาจรายงานข้ามหน้ากระผม ผมน่ะหมายมั่นปั้นมือว่า งานนี้ต้องล้างบางกันหน่อย ผมก็บอกทางหัวหน้าไปว่า ผมจะเขียนรายละเอียดส่งทางอีเมล์ไปให้นะครับ ตอนนี้ขอนอนก่อนได้ไหมครับ ยังไม่ได้ตอนเลยอ่ะหัวหน้า.....ก็ไม่ว่ากัน หลังจากโทรสอบถามเพื่อนพ้อง ก็ได้รับทราบว่า บุรุษพยาบาลคนก่อนที่เคยทำงานร่วมกับเราหนึ่งเดือน เคยทำงานร่วมกับเจ๊คิม แล้วไม่สบอารมณ์ ที่เจ๊แกทำตัวเยี่ยงนางพยาบาลนั่งบนบังลังก์ ไม่สนใจคนชรา แอบหลับในงาน เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน ก่อนออกจากงาน พี่แกก็รายงานเรื่องนี้กับหัวหน้าพยาบาลเป็นการสะสางความแค้นไปเรียบร้อยโรงเรียนออสซี่ 
 
เพียงแค่สามวัน เจ๊คิมที่ปกติทำงานกะดึกร่วมกับเรา สี่คืนต่อสัปดาห์ ก็โดนพลังลึกลับจากเบื้องบน ถอดออกจากโรสเตอร์แบบสายฟ้าแลบ เธอโดนให้ไปทำงานกะเช้าที่เธอไม่ปลื้ม และเกลียดเป็นที่สุด พวกเราก็อึ้งกัน เพราะไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ ผมก็ดีใจที่ไม่ต้องทำงานร่วมกับปลิงอ้วนตัวนี้อีก แต่ทุกครั้งที่เจ๊แกเจอหน้าพวกเรา จะส่งสายตาพิฆาต ไม่เคยทัก ไม่เคยพูดกับพวกเราอีกเลย หลังจากโดนย้ายกะ ยิ่งทำให้ผมยิ่งไม่อยากร่วมงานอีกต่อไป ผมก็ไม่ยอมครับ ออกเป็นออกอ่ะ
 
แต่ผมทำงานอย่างสบายใจได้แค่สองสัปดาห์ ผมเช็คโรสเตอร์อันใหม่ ก็พบว่า เจ๊คิมจะกลับมาทำงานอีกในอาทิตย์นี้ และผมต้องทำงานร่วมกับเจ๊แก สี่คืนต่อสัปดาห์ ตามเดิม 
 
 
แง แง ไม่นะ ไม่ ผมจะตายไหมครับ?????

เอาเปรียบ

posted on 07 Apr 2012 17:00 by thaiain in Journal directory Lifestyle, Diary
ขออภัยหายไปนาน แค่ยุ่งอยู่กับงานครับ กลับมาจากงานมีแรงกดปุ่มเปิดเครื่องได้ก็เป็นบุญแล้ว ไหน ๆ ก็เขียนมาตั้งนาน จะเลิกไปเลยก็กระไรอยู่นิ เดี๋ยวคนติดตามทั้ง ๙ คนจะหายไปหมด ยิ่งมีน้อยอยู่ด้วย คือ ช่วงนี้ เป็นช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ เพื่อนพ้องผมหลายคน เผ่นหนีไปเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ ผมเองไม่มีครอบครัว ไม่มีใครที่นี่เลย ดังนั้น จึงหาข้ออ้างอะไรไม่ได้ ก็ต้องทำงานตลอดวันหยุดสี่วัน เรียกได้ว่าคุณตาคุณยายคงเบื่อขี้หน้าผมแล้วล่ะ เจอไอ้หมอนี่แทบทุกวัน บางวันเจอสองกะ (อย่างพรุ่งนี้เป็นต้น) 
 
เรื่องดูแลคุณ ๆ ทั้งหลายไม่มีปัญหาอะไร นอกจากผมเจอกับเรื่องที่ผมพยายามหลีกเลี่ยง นั่นคือ การเอารัดเอาเปรียบ ตอนแรก ผมไม่ได้รู้เรื่องเลยว่า ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ผมโดนเอาเปรียบมาตลอด ถ้านึกไม่ออก งั้นผมเล่าให้ฟังละกัน ไหน ๆ ก็หลวมตัวอ่านมาถึงย่อหน้าที่สองแล้ว คืองี้ ปกติผมจะทำงานจับคู่กับเพื่อนกันเป็นประจำ ไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะเราจะทำงานด้วยกันง่ายขึ้น แต่ด้วยความที่ยิ่งสนิทสนมกันมากเท่าไร ผมก็เริ่มมองเห็นความไม่ชอบมาพากล ซึ่งถ้าพูดให้ถูก เพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่าเป็นคนบอกผม ผมดันซื่อบื้อไม่รู้เรื่องรู้ราว อย่างเช่น
 
  • ปกติ เราจะมี Supper Break คนละครึ่งชั่วโมง ผมทำงานกลางคืนก็คงไม่ได้กินอะไร นอกจากอาจจะใช้เวลาส่วนนี้งีบได้โดยไม่ผิดจรรยาบรรณ โดยส่วนใหญ่ระยะหลัง คิมจะมาบ่นกับผมเป็นประจำว่า ไม่ได้นอนมาบ้าง มีเรื่องมีราวที่บ้าน นอนไม่พอ ผมก็เห็นใจ ยกเวลาของผมให้ เพราะไม่อยากให้เพื่อนเหนื่อย
  • พอคิมมีเวลาได้นอน เธอหาได้หยุดแค่ครึ่งชั่วโมงไม่ บางคืนขณะผมวิ่งรอกดูแลคุณตาคุณยาย เสียงกริ่งดังไม่หยุด เธอนอนยาวเหยียดสองชั่วโมงต่อคืน ก็ทำมาแล้ว
  • แถมเวลาที่ผมยุ่งแบบสุดขีด เดินไปปลุก ก็ทำหน้าไม่พอใจ ฮึดฮัด อันนี้ผมเข้าใจ เพิ่งตื่นนอน ใครมันก็เป็น แต่คุณเธอ เล่นเป็นทุกครั้ง ผมก็ฉุนดิ
  • เวลามีกริ่งเรียก เธอจะไม่สนใจ  ชอบพูดว่า "She/He can wait, I have to finish my snack first" ซึ่งผมไม่ชอบ และคิดว่าโคตรจะเห็นแก่ตัว และไม่เป็นมืออาชีพเลย ลองนึกถึงตัวเองซิครับว่า ปวดฉี่แทบตาย ต้องรอครึ่งชั่วโมง มันไม่ไหว 
  • เธอทำงานล้ำเส้น งานที่ควรทำ ไม่ทำ อย่างโดยเอกสารระบุเนื้องาน เราประจำอยู่ชั้นไหน ก็ต้องอยู่ชั้นนั้น จะไปแรดชั้นอื่นไม่ได้ นี่เจ๊แกหาเรื่องลงไปเม้าชั้นล่างอยู่เรื่อย แล้วหายไปทีละครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมงก็เคยมาแล้ว เวลาช่วงเบรค แม่งนั่งแช่แบบไม่แคร์สื่อ ผมเองบางทีทนไม่ไหว ก็เดินไปทำเองซะเลย
  • ช่วงที่ยุ่งที่สุดคือช่วงเช้าตรู่ ผมวิ่งวุ่นอยู่คนเดียว หาคิมไม่เจอ โน่นเธอไปชงกาแฟให้พยาบาลประจำกะเช้า แล้วก็นั่งเม้าโน่นเม้านี่โดยไม่สนใจว่า กริ่งเรียกจะตะเบ็งเรียกแค่ไหน? ผมต้องเดินไปจิกถึงห้องพยาบาล ถึงจะยอมมา แถมมีการค้อนควับให้อีกหนึ่งวง โทษฐานไปรังควานการเม้ามอยของเธอ และเหตุผลที่เธอบอกยิ่งทำให้ผมฉุนหนักขึ้น เธอบอกว่า เธอพยายามชงกาแฟให้เจ๊พยาบาลทุกเช้า เพราะต้องการเอาใจ เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอจะได้มีคนคุ้มหัวให้ได้ อันนี้ผมไม่ได้คิดเอง เพราะเธอพูดเองกลางวงสนทนาระหว่างเบรค ซึ่งผมอยากจะตะโกนว่า เอ็งคิดได้แค่นี้ ไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยหรือ???
  • ไม่เป็นไร กรูพอทนได้ นี่งานที่กะดึกควรทำ ก็ไม่ทำ ปกติเราจะต้องจัดเอกสารประจำตัวคุณตาคุณยายให้เป็นระเบียบ เธอไม่ทำครับ เธอบอกว่าเธอยุ่ง แต่ผมก็ทำมาทุกคืน ไอ้ที่ยุ่งนะ คือปากเธอมากกว่า ไม่ใช่มือของเธอ คืนไหนยุ่งผมก็ไม่แตะ แต่ผมก็พยายามจัดเรียงเอกสารทุกครั้ง เธอก็ไม่มีทีท่าจะมาช่วยทำแม้แต่น้อย เล่นเอาผมอยากสกายคิกซะหลายรอบ
  • คราวก่อน เธอแผลงฤทธิ์กับคุณยาย สบถคำหยาบต่อหน้าต่อตา ขณะช่วยเข้าห้องน้ำ โทษฐานที่คุณยายดันอยากเข้าห้องน้ำก่อนหมดกะ เล่นเอาผมมองหน้า แล้วก็ส่ายหัว พยายามไม่พูดอะไร เพราะถ้าพูด ผมคงเลือก "กระโดดตบเหินเวหา" แทน เพื่อเรียกสำนึกของเจ๊แก
  • ที่หนักสุด คือเมื่อคืนก่อน พวกเราเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน มีสัญญาณไฟไหม้ ดังเตือนมาจากชั้นสี่ ประตูฉุกเฉินปิดอัตโนมัติ และสัญญาณเตือนมันก็ดังลั่นไปทั่วทั้งตึก เธอบอกผมให้อยู่ประจำชั้น อย่าไปไหน คอยดูแลคุณตาคุณยายซึ่งกำลังตื่นตระหนกกับสัญญาณไฟไหม้ ผมเองก็วิ่งปลอบขวัญ และต้อนคุณตาหรือคุณยายที่เดินกันให้ขวักนอกห้อง กลับไปห้องของตัวเอง หันมาอีกที อีคุณคิมหายไปอีกแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง ผมต้องวิ่งจากปีกตึกหนึ่งไปอีกปีกตึกหนึ่ง คุณยายบางคนก็อกสั่นขวัญแขวน จะหัวใจวายเอา ปรากฎว่า คุณคิมแรดขึ้นไปชั้นสาม เสนอหน้ากับพยาบาลว่าฉันทำงานอยู่ ฉันรู้ทั้งหมด ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานของผม ต้องดูแลคนแก่ ๕๔ คนเพียงลำพัง ซึ่งโชคดีไม่มีอะไรร้ายแรง แค่สัญญาณมันบ้าบอไปเท่านั้น

ตอนนี้ผมไม่รู้จะทำไง เพราะเธอยิ่งหนักขึ้นขึ้นทุกวัน ตอนนี้ถ้าเปลี่ยนกะได้ผมก็ยอมครับ แต่เรามีกันไม่กี่คน แถมเปลี่ยนไม่ได้ด้วย เฮ้อ......ปัญหาก็คือ คิมไม่เคยรับฟังใคร? และผมก็ไม่อยากมีปัญหากับเธอ เพราะต้องทำงานด้วยกันอาทิตย์ละอย่างน้อย ๓ คืน แต่ผมเริ่มทนไม่ไหว งานน่ะผมชอบ เพื่อนร่วมงานแบบนี้ ก็เล่นเอาขวัญกระเจิงเหมือนกัน