คืนวุ่นวาย

posted on 22 Mar 2012 10:51 by thaiain in Journal directory Lifestyle, Diary
โดยปกติผมเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ เข้ายิมเป็นประจำ แล้วก็ตอนนี้กำลังซ้อมเพิ่งไปวิ่งฮาฟมาราธอน (๒๒ กิโลเมตรโดยประมาณ) การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผมครับ คนอื่นผมไม่รู้ ยิ่งผมทำงานแบบไม่เป็นเวลา และส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงกลางคืนดึกดื่น ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง สุขภาพไม่อำนวย ก็อาจจะม้วยอาจจะป่วยได้ และผมไม่อยากอ้วนครับ คนที่ทำงานกะดึก แนวโน้มที่จะกินเก่ง กินแบบไร้ประโยชน์นั้นสูงมาก หรือโอกาสที่จะเจ็บป่วยง่ายกว่าคนอื่น เพราะพวกเรานอนไม่เป็นเวลา หรือในเวลาพักผ่อนของคนทั่วไป พวกเราเหล่าพยายมเอ๊ยพยาบาล กลับตาแข็ง ทำงานเป็นวรรคเป็นเวร ในเวลาที่เขาเริ่มตื่นนอน พวกเราจะเป็นจะตายอยากคลานขึ้นเตียง แล้วนอนหลับไปเลย
 
แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดเวลาออกกำลัง เข้ายิม ซ้อมวิ่ง ทำงาน แล้วไม่ตีกัน บางวันผมรู้สึกเลยว่าเหนื่อยมาก เพลียขนาดแทบไม่อยากก้าวขาไปไหน ขึ้นเตียงก็เข้าเฝ้าพระอินทร์แทบจะในบัดดล หนำซ้ำในช่วงนี้ อากาศมันบ้าบอมาก ฝนตกเกือบทุกวัน จะออกซ้อมวิ่งก็ดูไม่เข้าท่า จะไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก นอนก็ไม่่สบายตัว ต้องหาอะไรทำตอนอยู่บ้านหลังเลิกงาน จะไปเสวนาหาเพื่อน ผมก็มีเวลาไม่ตรงกับผองเพื่อนสักครา ผมตื่นพวกมันเผ่นไปทำงาน ไปเรียนกันหมด ผมหลับ พวกมันก็เพิ่งเข้าบ้านหรือกำลังออกไปกรึ๊บพอให้กึ่ม ๆ แล้วค่อยกลับบ้าน มันก็ยากอ่ะที่จะเจอแล้วไปแรดกัน 
 
ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน ผมทำงานรวด ๑๓ วัน (ต่อหนึ่งโรสเตอร์) หยุดหนึ่งหรือสองวันพอขำ ๆ ไม่แปลกอะไรถ้าจะมีคนเห็นผมอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน ดูบ้าบอดี ผมก็มีความสุขนะ มันเป็นความสุขที่อธิบายไม่ถูก อย่างแรกผมดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพี่งพาครอบครัวเหมือนเดิมอีก อย่างที่สอง ผมได้ทำงานที่ไม่มีใครเขาค่อยอยากทำกัน แล้วค้นพบว่า ผมรักงานนี้ คุณตาคุณยายที่ผมดูแลน่ารัก แม้บางคนจะทำให้ผมสติแตกบ้างก็ตาม โดยรวมผมว่าเป็นงานที่ไม่เลวเลย อย่างน้อยก็คงทำให้ผมมีเงินเก็บมากพอที่จะไปเรียนต่อล่ะครับ
 
เล่าเรื่องเมื่อคืนดีกว่า ผมไปทำงานด้วยความรู้สึกนอยในหัวอกเล็กน้อย เพราะตามโรสเตอร์ คุณฮิวโก้ควรจะต้องไปทำงานกะบ่ายเลิกสี่ทุ่ม แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นดังคิดครับ มีคนโทรลาป่วย (เพื่อนผมเอง มันน่าตีเข่าจริง ๆ) เขาหาคนแทนไม่ได้ แล้วผมก็ก็เห็นแก่เงินโอเวอร์ไทม์ เอ๊ยเห็นแก่เจ้านาย ก็เลยลากสังขารไปทำงานกะดึกแทนที่จะเป็นกะบ่าย อุตส่าห์ผัดข้าวอร่อย ๆ ไปให้เพื่อนร่วมกะกิน ก็ดันลืมไว้ในครัว ไม่ได้เอาไปด้วย ช่วงหัวค่ำยังไม่มีอะไรให้ต้องปวดไมเกรน แค่ Nurse Call  เตรียม Pad bags แล้วก็วิ่งไปวิ่งมาตามแต่ใครจะเรียนข้าน้อยไปใช้ พอสักตีสอง กริ่งเรียกพยาบาล รัวเป็นกลองเพล คนโน้นจะเข้าห้องน้ำ คนนี้จะกลับบ้าน คุณตาที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลจากงูสวัด ลงไปนอนแอ้งแม้งบนพื้น คุณตาจอห์นทะเลาะกับเพื่อนผู้ช่วยพยาบาล ต้องเข้าไปห้ามศึก คุณปู่วอลลี่ อยากดื่มน้ำ แต่ต้องเป็นราสเบอรี่เท่านั้น ในขณะที่ผมวิ่งรอกงานกะร่อยกะหริบพวกนี้ ผมก็ต้องทำ Bed Round ไปด้วย เริ่มตีสองครึ่ง เสร็จตีสี่ ผมแทบไม่มีเวลาพักเลย 
 
สักราวตีสี่ครึ่ง ไฟดับครับ โอล่ะพ่อซิคราวนี้ ผมกับพี่พยาบาลต้องลงไปเช็คที่แผงควบคุมด้านล่าง ในเวลาเดียวกัน พี่พยาบาลก็เริ่มแพนิกครับ ไม่อยากใช้ลิฟท์ กลัวติดแหง็ก ผมก็ไม่รู้จะทำไง แต่เราไม่มีทางเลือก ลิฟท์ใช้ไฟสำรองอยู่ และไฟไม่ได้ไหม้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เจ๊แกกำลังแพนิกครับ แถมบนจอมีเตือนว่า มีคุณตาหรือคุณยายบางคนของเราหายไป มีคนเดินออกไปนอกตัวตึก เท่านั้นแหล่ะครับ เจ๊พยาบาลของผมซึ่งกำลังตระหนก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เราสองคนก็ต้องโทรขึ้นไปให้ทุกคนเช็คว่า คุณตาคุณยายทุกคนอยู่กันครบนะ ไม่ได้หายไปเหมือนที่จอคอมฯ มันร้องเตือน
 
เราเดินตรวจอย่างละเอียด ไม่มีใครหายไป มีแต่กำลังตกอกตกใจกับเสียงบี๊บที่ดังลั่นไปทั่วตึก นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเจอเหตุการณ์ไฟดับ เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร จะรำคาญนิดนึงกับสาว ๆ ที่ตระหนกเกินงามไปนิด คือโดยหน้าที่ของพยาบาล เราต้องพยายามควบคุมสถานการณ์ ไม่ใช่พอไฟดับ ก็ทำอะไรไม่ถูก หรือไม่ก็ดูโอเวอร์ไปเลย ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ปลอดภัย คนทำงานด้วยก็ตายซิครับ โปรหน่อยดิเจ๊ โปรอ่ะ ไม่ใช่กรีดร้องเป็นเด็กสาววัยแรกรุ่นนะเจ๊ ไม่เอาอ่ะ
 
จากนั้นสักตีห้าไฟก็มา ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่พยาบาลไม่ปกติไปแล้ว อารมณ์บูดซิครับ งานก็ไม่เสร็จ แถมคุณยายที่มาใหม่ Panic Attack หายใจไม่ออก วิ่งหาอ๊อกซิเจนกันวุ่น ผมต้องวิ่งขึ้นไปชั้นสามไปเอาเครื่องวัดความดันลงมา เรากำลังวิ่งวุ่นอยู่ คุณยายแบรี่ก็ดันตื่น จำคุณยายได้ไหมครับ คนเดียวกับที่ผมพูดถึงใน "นักเดินทางที่ไร้จุดหมาย" คราวก่อน ตื่นครับ ไม่ยอมนอน จะให้เราพาไปห้องน้ำ พาไปเดินเล่น ผมก็เอ๊า พาคุณยายแบรี่ไปด้วย ไปไหนก็กระเตงกันไป คุณตาจอห์น์ซึ่งเพิ่งมีคดีกับเพื่อนพยาบาลอีกคน ก็กริ่งเรียกผมเหลือเกิน ไม่รู้อะไรนักหนา แต่ก็ต้องไป ไม่งั้นคุณตางอนอีก กว่าจะเอาตัวรอดได้ หมดกะ ผมแทบคลานกลับบ้าน เดินแทบไม่เป็นมนุษย์
 
ผมยอมรับว่า มีหัวเสียเหมือนกันที่เรามีคนน้อยเกินไป ทำให้บริการคุณตาคุณยายไม่เต็มที่ แต่พยายามเก็บอารมณ์และไม่แสดงออก ก็มีเผลอหลุดเหมือนกัน ไม่ได้โมโหคุณตาคุณยาย เพราะไม่ใช่ความผิดของพวกท่าน แต่หงุดหงิดที่ฝ่ายบริหารเอาแต่ทำกำไร ไม่เพิ่มคนกะดึกให้เราที่เคยร้องขอ......เหนื่อยมากและอยากฆ่าคนมาก
 
 
 
 
ป.ล.
 
  • ขอบคุณ คุณ "ต่างแดน" ที่มาแบ่งปันความคิดเห็นนะครับ ดีใจที่มีเพื่อนร่วมสายงานมาแสดงความคิดเห็น มีอะไรผิดถูกก็แก้ให้ผมได้นะครับ แลกเปลี่ยนกัน
  • ขอบคุณแฟนขาประจำทั้ง ๙ คน ที่ยังแวะเวียนมาอยู่เป็นนิตย์
 
 

Comment

Comment:

Tweet

งานหนักสุดยอด sad smile ไม่ทนจริงทำไม่ได้นะเนี่ย แต่ถ้าแฮปปี้กับงานยังไงก็ไหวล่ะนะ สู้ๆ ครับ open-mounthed smile

ตามอ่านอยู่ทุกตอนนะ แต่บางตอนเนื้อหามันหนักจนไม่รู้จะเม้นยังไง 55 Hot! Hot!

#1 By SimpsKwan on 2012-03-23 01:50